Darat 的个人资料I'm a Capitalistic Lady....照片日志列表更多 工具 帮助

Mahapong Darat

职业
"FOR ALL MANKIND".
第 1 张,共 1 张
更多相册 (16)

I'm a Capitalistic Lady...

11月21日

กลายเปนผู้หญิง sensitive ไปซะแล้ว

หลังจากมาอยู่ที่นี่ ณ วันนี้ก้อร่วม 2 เดือนแล้ว
 
มานั่งนึกย้อนกลับไปว่าตอนมาที่นี่ใหม่ๆ
2 อาทิตย์แรก นั่งน้ำตาไหลทุกวัน
ดูโรคจิตมาก
ไม่ว่าจะดูทีวี เห็นคนกอดกัน
นั่ง subway เห็นแม่ลูกนั่งด้วยกัน ซบกัน จับมือกัน กอดกัน
ยัยหม่อนนั่งร้องไห้เลย
คิดถึงแม่มากกกกกกกกก....
 
หลังจากเริ่มไปโรงเรียน อาการทุเลาขึ้น ไม่ร้องไห้พล่ำเพลื่อ
ใครๆ คงคิดว่า มันบ้ารึป่าว ร้องไห้อยู่ได้
ก้อคนมันคิดถึงแม่อะ
ตอนอยู่กุงเทปไม่เคยร้องไห้คิดถึงแม่เลย
 
แต่พอมาอยู่นี่แล้วทำไมมันร้องอยู่ได้ก้อไม่รุ
แค่เดินๆ ยืนๆ อยู่ พอนึกถึงหน้าแม่ น้ำตาก้อคลอเบ้า
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่จำเปนไม่นึกหน้าแม่เด็ดขาด
ผู้หญิงคนนี้ช่างมีอิทธิพลกะชีวิตชั้นจิงๆ
 
แต่ตอนนี้สบายแล้ว
หายแล้ว
ไม่ร้องแล้ว
เพื่อนตรึม งานเยอะ เรียนก้อยาก
เลยไม่มีแรง ไม่มีเวลาฟุ้งซ่าน คิดถึงแม่
 
แต่หลังจากที่คิดว่าหายแล้ว
 
วันก่อนกะลังรอรถไฟอยู่ที่Time Square
มีลุงคนจีนนั่งสีซอขอเศษตังอยู่
แกสีเพลงYesterday once more ของCapenter
เฮียแกสีได้โหยหวน และเศร้าฉิบหายเลย
แถมเพลงนี้ยังเปนเพลงที่แม่ชอบด้วย
จะเหลือเรอะ
น้ำตาร่วงเลยครับ
 
เห้อ...เซ็ง
 
พอถึงที่ทำงานเลยโทรไปฟ้องแม่
แม่ งง.. คิดว่าลูกสาวโดนรังแก
แม่ยังถามอีกว่า ให้ตังเค้ารึป่าวลูก
...ป่าวค่ะ ลืม มัวแต่รีบเช็ดน้ำตา กลัวฝรั่งตกใจ
 
มานั่งคิดๆดู
กูจะร้องทำไมวะ
ไม่รุ จู่ๆน้ำตาก้อไหล
 
น้ำตามันไหลเอง ไม่ได้เศร้า ชีวิตก้อไม่ได้รันทด
 
มีคนถามว่า ถ้าร้องไห้บ่อยๆแบบนี้ กลับเมืองไทยมั้ย
 
ไม่กลับ
ไม่ได้รู้สึกว่าอยากกลับ
อยู่ที่นี่ Happy มาก
กิน เที่ยว กระจาย
หาเงินใช่เอง สบายใจ
 
แค่คิดถึงแม่เฉยๆ
 
 
 
10月21日

ทำงานนนนนนนนน

โอวว ได้งานทำแร้ววว...
 
หลังจากที่พยายามตั้งหน้าตั้งตาหางานทำนาน 1 อาทิตย์
ในที่สุดดารัตน์ก้อได้งาน
 
เป็นร้านอาหารไทยเล็กๆ แถว A Ave.
ชื่อร้านKAI KAI ขายไข่
ชื่อเต็มๆ KAI KAI KAI KAI -ใครขายไข่ไก่-
คิดได้งัยวะ
สงสารลูกค้าจิงๆ
 
การเป็นเด็กเสิร์ฟหน้าใหม่ไร้สติ ไม่รู้อะไรซักอย่าง
หลังจากทำมาได้ไม่ถึงอาทิตย์
ก้อมีโทรสับโทรมาถามว่ายังสนใจจะทำงานอยู่มั้ย ตอนนี้ต้องการpackerด่วน
ด้วยความละโมภ ก้อตกลงทันที ทั้งๆ ที่ตอนนั้นกะลังทำงานเสิร์ฟอยู่
 
สุดท้ายเลยทำมันทั้ง 2 ที่เลย
 
อีกร้านนึงอยู่ใกล้ๆ กับเซ็นทรัลปาร์ค
เป็นร้านใหญ่ ไฮโซ
ไม่สนใจ ได้ตังค์ก้อพอ
 
ตอนนี้ทำมาได้สองอาทิตย์แร้ววว
เหนื่อยได้ใจ
เวลาไปเรียนเหมือนศพมักๆ
แต่พอไปถึงที่ร้านจะทำงาน หน้าบานสุดๆ ยิ้มตลอดเวลา
จนพี่เจ้าของร้านสงสัยว่ามึงจะยิ้มอะไรนักหนา
ไม่ให้ยิ้มได้งัย
การมาทำงานที่ร้านอาหารไทย
หมายความว่าชั้นจะได้กินอาหารไทยฟรี....กรี๊ดดดดดดดด
มาทำทุกวัน ก้อได้กินทุกวัน
นอกจากนั้นยังมีกลยุทธในการตีสนิทกะพ่อครัว
ร้านอาหารที่ทำ ขายอาหารไทย แต่พ่อครัวเป็นคนแม็กซิกัน
ทำอาหารอร่อยมากกกก อร่อยกว่าคนไทยทำอีก
 
ตีสนิทไป คุยไป ยิ้มไป ยิ้มมา
ตอนนี้เลยเป็นขวัญใจ
หม่อนอยากกินอะไรบอก
หม่อนเหนื่อยมั้ย..เหนื่อยดิ
หม่อนทำไมวันนี้กินไม่หมด...ก้อวันนี้มึงทำไม่อร่อยไง
 
ตอนนี้เลยเคยตัว นิสัยเสีย
ไม่ยอมกินอาหารฝรั่งที่บ้าน
หิ้วพุ่งพลุ่ยๆ ไปกินอาหารไทยดีกว่า
วันไหนไม่ได้ไปทำงาน จะโทรมมาก เพราะไม่ยอมกินข้าว
ยอมอด เพราะเบื่ออาหารฝรั่ง
แค่เห็นป้าทำก้อ จะแย่แร้ว
อย่าให้หนูยัดมันลงไปในท้องเลยนะคะ
 
เห้อ..เหนื่อย ไปละ
เพิ่งกลับมาจากทำงาน
เหนื่อยเว้ยย...
 
ลืมเล่า
เวลาทำงาน เหนื่อยใจที่สุด
พูดมันไปเถอะ 3 ภาษาเลย
พูดอังกิดกะลูกค้า
พูดไทยกะเจ้าของร้าน
ซักพัก ต้องหันไปพูดสเปนกะพ่อครัว
สเปน!!! ตกใจอะดิ
พูดได้แค่ สวัสดี กะขอบคุณค่ะ
อย่างที่บอก แค่คำพูดเล็กๆ น้อยๆ สามารถซื้อใจคนได้
มันจะได้ทำกับข้าวอร่อยๆ ให้เรากิน
 
แล้ววันก่อนมีลูกค้าเป็นคนรัสเซีย
เจ้าของร้านบอกว่า คุยเลยๆ รับลองทิปกระจาย
เพื่อทิป หม่อนยอม
วันนั้นเลยเบลอไปเลย
แต่ก้อคุ้ม ทิปหนักจิงๆ 
 
แล้วไหนจะพวกลูกค้าฝรั่ง ที่อยากพูดไทย
เหนื่อยใจกะพวกมันจิงๆ
แต่อีกใจนึงก้อว่า น่ารักดี
ยกมือไหว้เราอยู่นั้นแหละ
แล้วก้อถามโน่นนี่ เกี่ยวกะเมืองไทย
เล่าแล้วคิดถึงบ้านจัง
คิดถึงอาหารไทย กรี๊ดดดๆๆๆ...
ข้าวมันไก่ ใส่เลือดเยอะๆ
ข้าวเกรียบปากหม้อไส้ทะลัก กับผักสดๆ
 
 
 
 
 
 
9月20日

เดินทางไปโรงเรียนเองคนเดียวครั้งแรก

 
 
วันนี้ไปเทสมาแล้ว ได้คอสอะไรไม่รุชื่อยาว
เอาเป็นว่าเริ่มเรียนวันจันที่ 24 sep นี้เลยค่ะ เบื่ออยู่บ้าน ไม่รอเดือนหน้าละ
เรียน 8.30-12.30 น. เรียนมัน 5 วันเลยค่ะ
อันนี้เค้าจัดตารางให้เองป่าวเลือกเองนะคะ
กะเรียนกันให้ตายไปข้างนึงเลยมั้ง
แล้วจะเอาเวลาที่ไหนทำงานล่ะเนี่ย
 
วันนี้ลองเดินทางเองคนเดียวด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ต่อรถน้อยที่สุด
ก็ไม่เห็นจะยาก
ก่อนออกจากบ้านโทรไปเช็คเรื่องสถานีที่ต้องลงเพื่อความแน่ใจ
โดนอาพงเทศน์ยาวเลย พูดว่าไม่ต้องกลัวๆ ทางเดินที่สอนไปจำได้มั้ย จำไม่ได้ได้ยังไง 
อาสอนแล้วทำไมไม่จำ บลาๆๆๆๆ
หนูไม่ใช่เด็กอายุ 12 นะ ถ้าหนูจำไม่ได้ หนูถามชาวบ้านเค้าก็ได้
แล้วอีกอย่างเรื่องเดินทางคนเดียวหนูก็ทำเองมาตั้งหลายปี แค่เนี่ยจิ้บจ๊อย
ถึงจะหลง ก็หาทางกลับเองถูก 
 
มีเรื่องเดียวที่ยังทำไม่สำเร็จคือการใช้โทรศัพท์สาธารณะ
ใช้ยากจิงๆ ต้องกดรหัสพื้นที่ทุกครั้งเลย แล้วก็โทติดยาก โทไม่ติดก็กินเงินอีก ใจร้ายยยย...
 
 
 เพราะวันนี้พยายามรีบทำธุระที่โรงเรียนให้เส็ดเพื่อที่จะกลับมาทันก่อน Isabel ปิดร้าน จะได้กลับพร้อมเค้า
จะได้ประหยัดตังไปได้ตั้ง 2$ ค่ารถเมล 
แต่ที่โรงเรียนเด็กที่ต้องการทะเบียนแบบเรามีเยอะ ทำให้เส็ดช้า
กว่าจะออกจากโรงเรียนก็ตั้ง 6 โมงกว่า ร้านปิดทุ่มกว่า 
ไหนจะเดินไปขึ้น subway ไหนจะรอรถไฟ
ยืนเลือกมันอยู่นั้นแหละว่าจะไปคันไหนดี เพราะอ่านแผนที่แล้วยังงงๆอยู่
รถไฟที่นี่ก็เยอะสายเหลือเกิน ไม่ได้มีแค่ 2 สายเหมือนบ้านเรานะคะ พี่แกมีเยอะมาก 
ผ่านถนนทุกเส้น รถไฟที่นี่วิ่งๆลอยฟ้าอยู่ดีๆ พอไปถึงอีกสถานีมันก็ไปอยู่ใต้ดินซะแล้ว
สายที่ว่านี้คือสาย 7 เป็นสายเก่าแก่
เห็นอาพงบอกว่าสายนี้มีตั้งแต่สมัยประเทศเรายังนุ่งโจงกระเบน เว่อไปรึป่าว
แต่เก่าจิงๆค่ะ ไม่เหมาะสำหรับคนเวียนหัวและเมารถง่าย
เพราะมิฉะนั้นอาหารกลางวันอาจออกมากองอยู่ตรงหน้า
เราต้องนั่งดมยาดมเป็นระยะๆ
รถเมลก็เหมือนกัน ดมยาจนชาวบ้านเค้าคงคิดว่ายัยนี่ท่าทางจะอับยา 
นอกจากรถที่นี่จะขับชวนอ้วกแล้ว เวลามันบอกว่ามันถึงสถานีไหน หรือป้ายไหน คนขับจะมีหน้าที่พูด
เราก็เข้าใจว่ามันพูดทุกวันทั้งวันคงเบื่อ
แต่ทำไมพี่ไม่คิดว่าหนูจะเพิ่งเคยขึ้นครั้งแรกบางล่ะคะ
จะยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น ถึงสถานี 84st jackson hieghts
มันจะพูดว่า เอ้ดตี้สสส ฟะๆๆๆจะบลึกกึ้กกึ้ยๆๆๆ พลีสสสอัปปะสะๆๆๆ come onๆๆ 
เข้าใจว่ามันบอกว่า
"ถึงสถานีนี้แล้วนะ เชิญผู้โดยสารก้าวขึ้นลงอย่างรีบๆหน่อย เอ้าเร็วๆ นั่นอย่าช้าซิ เร็วๆๆ จะปิดประตูแล้วนะ
ระวังประตูงับด้วย เร็ว เร้วววว..."
มันพูดเหมือนเราเป็นเพื่อนเล่นมันเลย มีลากเสียงยาวๆด้วย เห็นแล้วก็ขำดี 
 
พอลงรถไฟได้ คราวนี้ก็ต้องมาหาทางออก
ทางออกไปข้างนอก ที่นี่มีเยอะมาก
ประมานว่า  ประตูนี้ขึ้นสวรรค์ ชั้น 1-3 
ประตูนี้ขึ้นสวรรค์ ชั้น 4-6
เลี้ยวขวาลงนรก ชั้น 7 
แต่ถ้าตรงไปจะได้แวะกินฮ้อตดอกก่อนแล้วค่อยไปขึ้นรถเมลสายโน่นนี่
 
ไม่ต้องห่วง เราไม่สนใจ ขอให้ได้ออกไปเถิด
จะไปขึ้นเขาลงห้วย ค่อยคิดอีกที
เหมือนเดิม คิดว่าเดินมาถูกทาง หลงอีกแล้ว
แนวเดียวกับคราวที่แล้วเลย
ช่างมัน..
ดีนะที่หลง เลี้ยวผิดแค่ทีเดียว
เพราะไปถึงที่ร้าน
ร้านปิด กรี๊ดดด...
เอ้ะ!!! ใครยืนอยู่หน้าร้าน
ลุงจ้ำ มายเลิฟ
โชคดีที่ลุงแก ยืนรอ Isabel อยู่ ไม่งั้น คงคลาดกัน
อิหม่อน มีหวังเดินขาลาก แถมต้องเสียตังค่ารถเมลเองอีก  
 
อ้า...พอละ พิมเหนื่อย เมื่อยหลัง อยากได้ยาหม่องตราเสือ
อ้ะๆ อย่าดูถูก
เคยเห็นมีขายที่ร้านขายของชำข้างๆร้าน Isabel ด้วย
 
 
 
ปล. ร้านของชำที่ว่า เปนของคนอินเดีย มีหวยทุกชนิดขาย
ไปลองมาแล้วด้วย
อาพงเห็นหลานสาวคนสวยมาวันแรก
เลยให้ประเดิม เผื่อหลานจะให้โชคให้ลาภ
(เห็นกรูเปนสิ่งศักดิ์รึไงเนี่ย) 
กรูก้อนั่งฝนเลขเข้าไป เพื่อคุณอา
หวย หรือlotteryที่นี่ให้ฝนเอา เหมือฝนข้อสอบ
ฝนเยอะด้วย จำได้ว่าฝนไปตั้ง 12 ช่อง
ผลออกมา คือ
ถูก!!!
ถูกกินตามระเบียบ ก็กรูบอกแล้ว ว่ากรูไม่มีโชค
เชื่อมะ ตอนที่ฝนอยู่ 2 อาหลาน นั่งจินตนาการว่าจะใช่เงินยังไงดี
แบ่งกันเส็ดสับ คนละครึ่ง คนละ 15 ล้านเหรียญ
โถๆๆ พอกันทั้งตระกูล
 
9月16日

อาบแดด

 ตอนมาที่นี่ 2 วันแรก อากาศดีมากกก...
ไม่ร้อน ไม่หนาว มีแดดปานกลาง มีฝนนิดหน่อย
 
แต่หลังจากนั้น
 
ลมแรงเปนระลอกๆ แดดจ้า อากาศเย็น
ใจร้ายยย...
 
ตอนกลางคืนไม่ต้องพูดถึง ใจร้ายกว่า
ไม่มีพระอาทิตย์ช่วยแร้วว
อิหม่อนแข็ง ยืนตัวซี้ด ปากสั่น
ญาติๆ ยืนยิ้ม รับลมกันอย่างมีความสุข
 
ลุงจ้ำบอกว่า ยังงี้ต้องกินเยอะๆ จะได้อ้วนๆ มีไขมันช่วยให้ร่างกายอบอุ่น
อาพงบอกว่า หยุดกินได้แร้ว อย่าให้อ้วนไปกว่านี้นะ เด๋วไม่สวย
....ค่ะ
 
 
อากาศเย็นๆ แบบนี้ใครๆ ก้อช่วยเราไม่ได้ เราต้องหาทางออก
นั่นคือ ตากแดด
 
เดินไปสวนสาธารณะ พาน้องหมาไปเปนเพื่อน
แล้วก้อมานั่ง ตากแดด นาน...นาน..นาน
จนกว่าจะเริ่มรู้สึกร้อน
ซึ่งกว่าจะเริ่มรู้สึกร้อนก้อต้องใช้เวลาเกือบชม. เพราะแม่ง ลมเย้นเย็น
 
 
ถ้าใครมีโอกาสได้มานิวยอร์ก ไม่ว่าจะเปนในเมือง หรือออกมานอกเมืองหน่อย
คุณจะมีโอกาสได้พบเหน เด็กสาวชาวเอเชีย นั่งตากแดด อย่างเอาเปนเอาตาย
ผ้าเปนในเมืองที่ไม่มีที่สงบๆ ให้นั่ง ยัยเด็กสาวคนนั้นก้อจะเดิน เดินตากแดด อย่างบ้าคลั่ง
แล้วพอมันเดินไปซักพักมันก้อจะเริ่มหน้าเสีย เพราะมันมัวแต่เดินตากแดดชมเมือง
จนมันลืม  แล้วมันก้อหลง หลงไปหลงมา
เลี้ยวซ้ายละกัน มองไปดูคุ้นๆ คงเปนร้านป้าเราแน่แล้ว
พอไปถึง มันก้อไม่ใช่ กรี๊ดดด...เอาใหม่ คราวนี้เลี้ยวขวา เอ้ะ วนกลับมาที่เดิมนินา
ช่างแม่งเหอะ เดินๆ ไป เด๋วก้อเจอร้าน
จิงๆ นะ เดินจนเริ่มร้อน เริ่มเหนื่อย เริ่มหิว แล้วก้อจะเจอร้านป้าเราเอง
กลับมาถึงจะมีของกินนานาชนิดรอเราอยู่ ...สวรรค์...
 
I LOVE NY
 
 
9月12日

โอ้ว...อเมริกาา...

ว่าด้วยเรื่องการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ของฉาวฉวย
 
ออกเดินทางเช้าตรู่..วันอาทิตย์ที่ 9 กันยา 2550
ตื่นตี 3 ไปถึงสุวรรณภูมิตี 4 กว่าๆ เครื่องออก 6.50 น.
พอเช็คอินเส็ดก้อรอเวลาโดยการไปแลกเงินดอลลาร์ แม่งหอบเงินไทยไปเปนกระสอบได้เงิน$มาติ้ดเดียว
 
และแล้วก้ออถึงเวลาต้องกล่าวคำอำลา
จิงๆแล้วตอนที่เดินอยู่ที่แอร์พอร์ตก้อไม่ได้รู้สึกอะไร เฉยๆมากๆ
แต่พอต้องเข้าไปข้างใน หันมามองหน้าแม่แล้วน้ำตาร่วงเลย โดนพี่แซวว่าร้องไห้เหมือนไป 10 ปีเลย
แม่แอบร้องไห้ด้วย..โหะๆ แอบเหน โอ้ยยยเศร้าสุดๆ
 
พอขึ้นเครื่องได้นั่งริมหน้าต่างด้วย ไชโย ที่สำคัญได้นั่งใกล้หนุ่มไทย หน้าตาดี แค่นี้ก้ออุ่นใจ
ไปต่อเครื่องที่นาริตะ หมายมั่นไว้ว่าจะถลาไปกินปลาดิบให้หน่ำใจ แบบว่าไม่ต้องสไลด์ เด๋วหนูจะกินทั้งตัวเลยค่ะ
ที่ไหนได้ กรูยังไม่ได้เอาก้นแตะเก้าอี้ในสนามบินเลยมันก้อถีบขึ้นเครื่องมาวอชิงตันเลย..โหยยใจร้ายยย
 
ตอนนั่งมาญี่ปุ่นใช้เวลาแค่ 5 ชม. ชิวๆ
แต่พอจากญี่ปุ่นมาวอชิงตันนี่ซิ เกือบพิการ แม่จ้าววว 10 กว่าชม. เข็ดแร้ววว ไม่เอาแร้ววว
ยัง มันยังทรมานคนสวยไม่จบ
ต้องต่อเครื่องจากวอชิงตันมาNYอีก
แต่ต่อไม่ทันเพราะเครื่องจากวอชิงตันดีเลย์แบบน่าเกลียดมากก
ประมานว่าพอเครื่องแตะพื้นปุ้ป เครื่องที่ต้องต่อไปNYก้อออกสวนไปเลย
แล้วกรูจะไปขึ้นทันได้งัย
ไหนจะต้องผ่านตม.ที่วอชิงตันก่อน ถึงจะไปต่อเครื่องได้
แล้วตม.ก้อแม่งงง...คนจะเยอะไปหนายยย
 
สุดท้ายก้อต้องไปให้เจ้าหน้าที่ของสายการบินเค้าrebookตั๋วให้ใหม่
คุณเจ้าหน้าที่ตัวำปิ้ดปี๋ ใจดี บอกว่าเที่ยวต่อไปคือ สามทุ่มครึ่ง
แล้วขณะนั้นมันห้าโมงเย็น ขอบใจ
แถมมันยังมีหน้ามาบอกว่าถ้ายูต้องการคอนเฟิร์มตั๋ว ยูต้องจ่าย 50$ กรี๊ดดดดดด
แต่ถ้ายูไม่จ่ายก้อได้นะ แต่ก้อรอไปละกันถ้าเที่ยวนั้นคนมาไม่ครบยูถึงจะได้ไป...แป่ว
ถ้าเปนพวกแกจะทำไง แกยอมจ่ายมั้ย 50$ นะเว้ย ไม่ใช่ 50 บาท
ชั้นยอมว่ะ ดีกว่าค้างเติ่งอยู่ที่วอชิงตัน รอวันฟ้าปราณี
ควักเงินจ่ายไปด้วยสีหน้าเศร้าสุดฤทธิ์ แอบมีน้ำตาคลอเบ้า
ฮะๆๆๆ ไอ้เจ้าหน้าที่มันตกหลุมพราง มันบอกว่า โอเค ไม่เปนไร free for U
กรี๊ดดดด....ฝีมือชั้นนี้ ออสการ์มาครองแน่ๆ
 
ทีนี่ก้อต้องหาทางติดต่อกับลุงที่เคยบอกเค้าว่าให้มารับตอนหกโมงเย็น ต้องเลื่อนเปนเกือบๆเที่ยงคืนแน่ะ
แต่ปัญหามันอยู่ที่ ชั้นใช้โทรสับไม่เปน เหรียญก้อไม่มี หาแลกก้อยากมากกกก...
เพราะคนที่นี่เค้าไม่ค่อยไว้ใจใคร ไม่ยอมให้แลกท่าเดียว
สุดท้ายก้อมีลุงดำคนนึงที่ยอม แลกมา1$ อีโทรสับที่นี่ก้อช่างร้ายกาจ โทรเข้ามือถือลุงไม่มีคนรับ
มันก้อรับประทานเงินชั้นไปเลย โอววว 1$ =35บาท กับการโทรที่ไร้ประโยชน์
 
พยายามอยู่หลายหนติดต่อใครไม่ได้เลย คุณเจ้าหน้าที่ตัวดำคนเดิมให้ยืมมือถือด้วย
แต่ก้อเหมือนเดิมไม่มีใครรับโทรสับซักคน เซ็งเป็ด
 
ช่างมัน ไปถึงนิวยอร์กค่อยหาทางโทรใหม่ หรือไม่ก้อนั่งแท๊กซี่ไปเองแม่งเลย
ระหว่างรอไฟลท์สามทุ่มครึ่ง ไม่มีไรทำ เลยนั่ง...เดินเล่น...นั่ง...แล้วก้อหลับไป
คุณเจ้าหน้าที่ตัวดำคนเดิมเอาหมอนมาให้ ซะงั้น แอบคิดอะไรกับหนูรึป่าวคะพี่ดำ
 
มาถึงนิวยอร์กจนได้ เที่ยงคืนพอดี
โทรสับอีกละ หาเหรียญไม่ได้เหมือนเดิม มีคนแนะนำให้โทรแบบให้เก็บเงินปลายทาง ไฮโซซซ...
เพียงกด 0 ให้operatorต่อให้ กรี๊ดดด...โทรติดแร้ววว
 
อ้ะ ลืมเล่าว่า ส้วมที่แอร์พอร์ตไฮโซมากกก...พอทำธุระเส็ด เราก้อลุกขึ้นได้เลย มันจะกดเองอัตโนมัติ
ชอบๆๆๆ
 
พอมาถึงบ้านลุง ก้อเปิดคอมส่งเมลหาแม่ทันที ไม่โทรเพราะยังใช้โทรสับไม่เปน เกรงใจลุงด้วย
 
สิ้นสุดการเดินทาง ต่อไปเปนการใช้ชีวิตในนิวยอร์ก
to be continue....
 
 
6月7日

เรียนจบ

จากความเดิมตอนที่แล้วที่บอกว่าจะเอารูปงานบายเนียร์มาลง
ก้อต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี่ว่า "ชาติหน้าละกัน"
เนื่องจากเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า รูปมืดมากกกก มัวด้วย เหนไม่ชัดเลย
เลยตัดสินใจว่าจะไม่อัดมาเก็บไว้ดูด้วย เซ็งสุดๆ
จิงๆแล้วของอย่างงี้เก็บไว้แต่ความรู้สึกอันเมามัน และหนุกหนานก้อเพียงพอแร้ววว
 
ทีนี้มาพูดเรื่องเรียนจบดีกว่า
วันก่อนที่จะเรียนคาบสุดท้าย เล่นเอ็มคุยกะยัยพจนีสาวเหนือตัวดำ มันบอกว่าตอนเรียนคาบสุดท้ายมันเศร้ามาก รู้สึกจะมีการหลั่งน้ำตาด้วย แล้วมันยังบอกให้ตั้งใจเรียนด้วยเพราะเป็นครั้งสุดท้าย พอถึงเวลาจิงๆ วันนั้นทั้งอิหม่อน(สุดสวย) อิฝ้าย(นั่งตาปรือ) อิตาล(มัมมี่สาว..แม่หวง) นั่งเม้าส์มันส์หยด แถมยังง่วงเหงาหาวนอน ในคาบสุดท้ายที่ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเรียนอ.เป๊ปซี่ เพื่อนๆ ในห้องก้อยังไม่สนใจฟังอ.เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าอ.จะพยายามสอดแทรกสิ่งที่จะออกสอบด้วยก้อตาม รู้ตัวอีทีอ.ก้อปล่อย(ทั้งๆที่ยังไม่หมดเวลาก้อตาม) ช่างเป็นการเรียนคาบสุดท้ายที่ประทับใจจิงๆ แต่แล้วจุดไครแมซของวันนี้ก้อมาอยู่ที่การวิ่งยืมเล็คเชอเพื่อนไปซีรอก เหมือนทุกๆวิชา ทุกๆเทอม เจริญจิงๆ ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ค่อยจะเข้าเรียน คะแนนควิชก้อเห่ยไปไหน สุดท้ายมานั่งอ่านเล็คเชอเพื่อนแบบมึนๆ วิชานี้เป็นวิชากม.ธุรกิจรัสเซีย อ.เป๊ปซี่แนะนำให้อ่านหนังสือกม.ไทยควบคู่ไปด้วย ดิฉันก้ออ่านมันหมดทุกอย่าง ก่อนวันสอบโทหาเพื่อนๆ มันบอกว่าไม่ต้องไปอ่านหรอกในหนังสืออะ อ่านแต่เล็คเชอก้อพอ....ไม่ทันแร้วววเมิงงง กูตะบี้ตะบันอ่านจนจดเล่มเลย ทำไมไม่มีใครโทมาเบรกกูแต่เนิ่นๆ ไม่เข้าใจ
วันสอบได้นั่งหลังอิฝ้าย สอบตั้งแต่ปี 1-4 เพิ่งได้นั่งใกล้มันครั้งแรกก้อวันนี้แหละ
แน่นอน...ทำไม่ได้เลย ลอกอิฝ้ายด้วย(ข้อเดียวเอง) ที่เหลือมั่วหมด
ชีวิตเรา วิชาสุดท้าย ทำไม่ได้ แต่ไม่แคร์ สอบกม.รัสเซีย กูนั่งอ่านกม.ไทย
แล้วจะรอดมั้ยล่ะ
รอดไม่รอดไม่รู้ แต่ผลออกมากรูได้ A เย้ๆ (ได้มาได้งัย)
เพื่อนๆ รุมด่า 
เอาน่าเพื่อนๆ ยังกะกรูได้บ่อยตายแล้ว หนึ่งในไม่กี่ตัว จะเอาไว้ประดับฝาบ้าน กรี๊ดดดด...
 
สำหรับใครๆ ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับชีวิตมหาลัย แต่ไม่ใช่สำหรับเรา
มันยังไม่จบซะหน่อย เรายังต้องเรียนซัมเม้ออีกน้า....
เพื่อนคนอื่นจบ แต่เราไม่จบ
โดยมีผู้ร่วมชะตากรรมคือ อิฝ้าย อิตาล ฟ้า เตย โอ่ง โจม ไอ้ตุ๋ง และเพื่อนๆ ปี4 จำนวนมาก เอ่ยนามไม่หมดจิงๆ
เพราะเปนวิชาที่ทุบสถิติคนตกได้แบบถล่มทลาย
"ภาษาศาสตร์ภาษารัสเซีย" วิชาเดียว วิชาสุดท้าย วิชาที่เป็นมลทินกับชีวิตสุดๆ
เรียนมาตั้งเยอะตั้งแยะยากแค่ไหน ผ่านได้หมด ทำไมต้องมาได้ D วิชานี้ด้วย
ก้อยังดีดีว่าได้ F แต่ก้อต้องรีเกรดอยู่ดี เพราะวิชานี้ต้องได้ C up ถึงจะผ่าน
แต่ก้อดี ได้เรียนซัมเม้อจะได้ไม่ต้องไปเผชิญกับชีวิตเตะฝุ่น
 
แต่ มันก้อน่าเบื่อเหมือนเดิม แหกตาตื่นมาเรียนแต่เช้าตรู่ ควิชแต่เช้าตรู่
วันไหนมาเช้าไม่ควิช พอวันไหนกูมาสาย ก้อควิชมันซะยังงั้น
ฟ้าดินช่างกลั่นแกล้ง...
 
สอบไฟนอลก้อยากอีกแล้ว บางคนคงสงสัยอะไรๆ ก้อบ่นว่ายาก มีวิชาไหนที่มึงทำได้บ้างมั้ยเนี่ย
"ไม่มี" จิงๆ นะ ขึ้นชื่อว่าสอบมันก้อยากทั้งนั้นแหละ จิงมะ
 
แต่วิชานี้ยากแบบไม่ธรรมดา ยากแบบโคม่า แบบที่ปกติก้อแค่บ่นๆกันว่า แม่งทำไม่ได้ว่ะ
แต่คราวนี้ ถึงขนาดพากันไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันจ้าละหวั่น
เริ่มตั้งแต่ด้อกเตอร์ป๋วยหน้าตึก sc
วัดแขกแถวๆสีลม
พระพรหมตรงแยกเซ็นทรัลเวิล์ด
ช้างเอราวัน และอื่นๆ หน้าเซ็นทรลเวิล์ด
กลับมาบ้านยังตามด้วย คาถาชินบัญชรก่อนนอนพร้อมกับแผ่เมตตาชุดใหญ่ ที่สวดติดๆกันอยู่หลายคืน
พูดจิงๆ นะ
ยังแถมท้ายด้วยการไปตอดอ.รมย์สุดหล่อว่า "ถ้าคะแนนห่วยจนไม่สามารถคิดออกมาเปนเกรดได้
หนูขอเสนอให้มีการสอบซ่อมก่อนที่จะส่งเกรดได้มั้ยคะ"
อ.ได้แต่รับปากว่าจะเก็บไว้พิจารณา
เห้อ...ป่านนี้ยังไม่รู้ผลเลย
 
ระหว่างการเรียนซัมเม้อนั้นก้อใช้ว่าพวกเราจะได้มีชีวิตกันอย่างมีความสุข
ยังต้องแก้นิพนกันอีก เมามันมาก จิงๆนะ
"ออดี้" อยากได้โน่นอยากได้
แกอยากให้อ้างถึงกม.รัสเซียสมัยพระเจ้ายาโรสลาฟด้วย พระเจ้า!!!
หาได้นะ แต่ไม่ได้ใส่ลงไป เพราะอ่านไม่ออก ไม่มีใครอ่านออก เพราะมันเปนภ.สลาฟโบราณ
และสุดท้ายก้อเสร็จ เลือดตากระเด็นสาดจอคอมกันไปเลย
สงสารก้อแต่ไอ้ฝ้าย ได้รับหน้าที่ตรวจ Format เพื่อนๆ ได้เงินด้วยนะ โครงการจ้าง
แต่ก้อลำบากหน้าดู เพราะเพื่อนๆแต่ละคนมีความเปนตัวของตัวเองสูงมากกกกกกกกกกกก...
ฟอร์มแต่ละคน ไม่รู้มันไปเรียนการใช้โปรแกรมเวิร์ดมาจากไหนกัน
ช่วยไอ้ฝ้ายทำไปนิดๆหน่อยๆ รู้ซึ่งเลย สงสารไอ้ฝ้ายจิงๆ
 
ตอนเย็บนิพนก้อสนุกอีก กว่าเราจะได้เย็บ ตีนเกือบหลุด
เค้าให้ไปเย็บที่ท่าพระจันดีๆไม่ไป
ไปเย็บมันแถวสามย่าน กะไอ้ฝ้าย 2 คน แพงกว่า คนเย็บกวนตีนกว่า สวยน้อยกว่าของชาวบ้านเค้าด้วย
ดีๆ ชอบ
 
นี่เปนเพียงช่วงนึงของชีวิต
เหนื่อย..แต่สนุก
มีความสุข เรียนจบแล้ว (คราวนี้ของจิง)เย้!! 
 
 
   
 
 
    
 
2月9日

ในที่สุด

ในที่สุดก้อผ่านงานบ้ายบายรุ่นพี่ (หรืองานบายเนียร์นั่นแหละ) ไปซะที
ก้อสนุกดี เมานิดหน่อย ให้พอคุ้มกับเงินที่เสียไป จิงๆอยากกินมากกว่านี้ แต่คิดอีกที อย่าดีกว่า
เพราะอะไรน่ะหรอ!!!
ก้อเพราะอาหารที่กินเข้าไปก่อนหน้านั้นงัย ถึงจะกินไปได้ไม่มาก
(เพราะมัวแต่ห่วงถ่ายรูป ถ่ายไปถ่ายมา กลับมาที่โต๊ะอีกที จานข้าวหายไปแร้ววววว...เสียใจ)
ไม่เปนไร 
แวะเวียนไปชงหลายแก้ว หลายหน เพราะมัวแต่ห่วงถ่ายรูป(เหมือนเดิม) กลับมาอีกที แก้วหาย
ดริ้งมากก้อไม่ได้ เด๋วอ๊วก!!!
ไม่ใช่แค่เสียดายอาหาร แต่เสียดายหน้าที่แต่งมา เกิดมาจนป่านนี้เพิ่งเคยแต่งหน้าเต็มยศครั้งแรก
พูดถึงเรื่องกิน คิดดูอีกทีที่กินไม่คุ้มนั้น ไม่เปนไร เพราะมีคนกินแทน ซึ่งรับรองได้ว่า มันแดกคุ้มมากกก..
ไม่ต้องสงสัย ไอ้พวก ชุม แชมป์ แจ๊ค เซนต์ 4 หนุ่มสุดฮ๊อต มันกินกัน 4 คน เหมือนกินเผื่อคนทั้งงาน
แถมไอ้เซนต์ยังปรากฏกายด้วยเสื้อสุดอ็อตแห่งทศวรรษ "เสื้อเหลือง" พระเจ้า!! ตรงคอนเซปงานโครตๆๆ
อาจานอดิศรกะอาจานะรพจ ยังแต่งตัววัยรุ่นกว่ามันอีก
ไอ้แจ๊คก้อไม่รู้ว่าทองตรงไหน สงสัยว่าจะเปนกางเกงใน
ไอ้แชมป์ก้อแดนซ์ได้เหมือนคนเมามาก ประมาณว่าแดกไปซัก 3 กลม
เพื่อน ๆ พูดกันว่า วันนั้นมันคงเมามาก เพราะท่าเต้นเหลือร้ายจิงๆ แถมใช้เนื้อที่เยอะกว่าใคร
แต่ความเปนจิงนั้นไซร้...มันแดกแต่เป๊ปซี่ กะข้าวอีกหลายกะละมัง
ที่ว่าเมา..คงเมาจิง ๆ แต่ไม่ใช่เมาเหล้า แต่เปนเมามัน
ส่วนไอ้ชุม ไม่รู้ตายอดตายอยากมาจากไหน มันดื่มไม่ยั้งเลย สุดท้ายได้ข่าวว่าเช้ามาผื่นขึ้นเต็มตัว
พูดถึงเรื่องผลลัพธ์ของงานบายเนียร์ นอกจากไอ้ชุมแล้ว ยังมี "เดอะตุ๋ง" รายนี้ไม่รู้อารมไหน เช้ามาได้ข่าวแดกเหล้ามากจนอ๊วกเปนเลือด ไม่น่าเชื่อจิง ๆ  ไปกินกะมันมาก้อไม่ใช่น้อย ไหงงานนี้มีเลือดตกยางออกด้วย
สำหรับช่วงที่มันสุด คงหนีไม่พ้นตอนปี 4 เล่นคอนเสิร์ต มันชิปหายเลย นักร้องไม่ใช่ใคร เพื่อนโจม นั่นเอง
แม่งร้องไปดูเนื้อเพลงไป มือกีตาร์ มี 2 คน มี เพื่อนเทอโบ กะ เพื่อนตุ๊
มือกลองสุดเท่เปนน้องรหัสเราเอง "น้องขวัญ"
เปนวันแรกที่เหนน้องเค้าเท่ขาดใจเลย เล่นไปเล่นมามือกลองถอดเสื้อซะงั้น ทำเอาป้า ๆ แถวนั้น
น้ำหมากกระจายเลยยย...
แล้วตอนเล่นยังมีเหล่าเพื่อฝูงขึ้นไปร่วมแจมบนเวทีอีกเพียบ มีทั้งแบบเมามากแล้ว กรึ่มๆ และไม่เมา เต็มเวทีเลย
แจมไป แจมมา โดนที่ร้านบอกว่าเด๋วเวทีพัง เอาแค่นักร้องกะนักดนตรีก้อพอ ก้อฮากันไป...
และแน่นอนว่าการแต่งตัวเต็มยศในวันนั้น แถมยังใส่ส้นสูงอีก (ไม่เจียมตัว)
ร่วมวงแดนซ์กระจายยย..อยู่กะเพื่อน ๆ (รวมทั้งนักเต้นเท้าไฟแห่งปี "ไอ้แชมป์") เจ็บเท้าโคตรๆๆ
ดีเจ ก้อเปิดเพลงไม่ห่วงขาแดนซ์เลย
แต่ด้วยสปิริตแรงกล้า ไม่ทำให้ดารัตน์ยอมแพ้เด็ดขาด และต้องไม่พลาดแม่แต่เพลงเดียว
ถึงขนาดเต้น ๆ อยู่ต้องถอดรองเท้าออกมาถือไว้ (แดนซ์เท้าเปล่า) เปนภาพที่น่าประทับใจจิง ๆ
ซักพักเริ่มรู้สึกว่า สภาพที่ทำอยู่คงน่าเกลียดน่าดู เลยกลับมาใส่รองเท้าแล้วแดนซ์ต่ออย่างไม่หยุดยั้ง
ปล.ตอนนั้นยังพอมีสติอยู่บ้าง
เวลาผ่านไป...ร้านจะปิดแล้ว แต่ความมันยังไม่หมด แถมไปดริ้งเพิ่ม ไอ้ฝ้ายเล่าว่า (คาดว่าตอนนั้นคงเมาได้ที่เชียวแหละ) ไฟเปิดสว่างโล่..เพลงเริ่มช้าลงแล้ว แต่เพื่อนยังไม่เลิกมันส์กันเลย
จำได้ว่าตอนจะกลับ ไอ้กิมแบกลังเหล้าออกมา บอกว่าเหล้าเหลือ
ด้วยความไม่รู้ตัวเลยคว้าเหล้ากลับบ้านมาขวดนึง
ไม่ต้องห่วง...ณ วันนี้ เหล้าขวดนั้นยังอยู่สุขสบายดี ยังไม่ได้เปิดเลย
แต่คาดว่าอีกไม่นานคงหิ้วไปให้พวกไอ้กุ๊ก ไอ้ปายกินแทน
กลับถึงบ้านไม่รู้ตีอะไร แต่ที่แน่ ๆ บอกทางกลับบ้านให้แท๊กซี่ถูก ก้อถือว่าเก่งแล้ว
อาบน้ำนอนแบบทรมานสุด ๆ แถมไม่มีแรงขึ้นไปนอนบนห้อง..เลยสลบให้ยุงกัดเล่นกะไอ้ออมอยู่ข้างล่าง
เช้ามาไม่มีแรงไปเรียน แถมเท้าระบม+บวมเป่งอีก...
...
นึกย้อนกลับไปถึงช่วงที่เพื่อน ๆ หาชุดใส่ไปงานกันอย่างวุ่นวาย เดินช้อปปิ้งแบบทั่วราชอาณาจักร
จนรู้สึกว่าไม่อยากไปงานแล้ว...น่าเบื่อ คอนเซ็ปงาน คือ สีทอง จะบ้าหรอ!!
แต่สุดท้ายก้อหาชุดได้ งานก้อสนุกมากมาย
และทุกอย่างก้อผ่านพ้นไปได้ด้วยดี...ในที่สุด
ดีใจจิง ๆ + มีความสุขด้วย
 
ขอบใจน้อง ๆ ที่จัดงานให้ออกมาได้ดีจิง ๆ
ขอบใจเพื่อน ๆ ที่มาสนุกกัน
ขอบใจที่นั่งอ่านจนจบ
ขอบคุณ... 
  
ปล. รูปจะมาลงให้ดูทีหลัง เมื่อว่าง(เหมือนวันนี้) ตอนนี้อยู่ในช่วงรวบรวม